วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

ขนมชั้น




ส่วนประกอบ
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วยตวง แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วยตวง แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง น้ำกะทิ 2 ถ้วยตวง น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง สีผสมอาหารเล็กน้อย

วิธีการทำ
เอาน้ำตาลทรายมาละลายกับน้ำดอกมะลิ เคี่ยวทำน้ำเชื่อม ในกระทะทอง พอละลายหมด ก็ยกลงมาพักไว้ กรองด้วยผ้าขาวบาง พักเอาไว้ก่อน ต้มน้ำกะทิให้เดือด ค่อย ๆ คน อย่าให้น้ำกะทิจับตัวกันเป็น ลูก พอเดือดก็ยกลงจากเตาพักไว้ก่อนเช่นกัน นำแป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเขียว และแป้งมันสำปะหลัง มารวม กัน นวดกับหัวกะทิที่มีอยู่ จากนั้นน้ำเชื่อมใส่ลงไป กวน ให้เข้ากัน ถ้าเห็นว่าแห้งเกินไป ให้เติมน้ำดอกมะลิลงไป สักเล็กน้อยก็ไม่ผิดอะไร กรองด้วยผ้าขาวบางอีกที แบ่งแป้งออกเป็นสองส่วน ผสมสีอ่อนส่วนหนึ่ง สีแก่ส่วน หนึ่ง เช่นสีเขียวอ่อน ๆ ส่วนหนึ่ง แล้วก็สีขาวของเนื้อแป้ง โดยไม่ต้องผสม เพื่อเทสลับกันเป็นชั้น ๆ เทอย่างน้อย 7-9 ชั้น และควรเลือกสีอ่อน ๆ เพื่อให้สวยงาม และดูน่ารับประทาน ไม่ใช่น่ากลัว เทลงไปทีละชั้นในถาดขนมบาง ๆ จากนั้นก็นำไปนึ่งในรัง ถึงจนสุก และนำออกมาเทอีกชั้นสลับสี จนเต็มถาด และ ปล่อยให้เย็น และตัดออกเป็นชิ้น ๆ

หลนปูเค็ม




เครื่องปรุง

มะพร้าวขูด 300 กรัม
เนื้อหมูสับละเอียด 1/4ถ้วย
น้ำปลา 1ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนชา
น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดฉีก 1-2ใบ
พริกชี้ฟ้าหั่นแว่น 1เม็ด
ผักชีเด็ดใบ
ปูนาดองเค็ม 2 ตัว
ผักสด


วิธีทำ

การทำหลนไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เริ่มจากการนำปูที่ดองเค็มมาล้างให้สะอาด เพื่อชำระความเค็มบางส่วน ออกจากตัวปูไม่ให้เค็มเกินไป จากนั้นนำปูมาหั่นแล้วลวกพอสะดุ้ง แล้วหันมาคั้นมะพร้าวให้ได้ทั้งหัวกะทิและหางกะทิ จากนั้นตั้งกระทะให้ได้ไฟปานกลาง แล้วจึงเทหัวกะทิลงไปหมั่นคนอยู่ตลอดเวลา อย่าให้น้ำกะทิแตกมัน

เมื่อน้ำกะทิเริ่มเดือดจึงใส่หอมแดงซอยลงไป คนให้เข้ากันเมื่อได้ที่แล้ว จึงใส่เนื้อหมูสับละเอียดลงไปคั่วจนหมูสุกได้ที่ เติมหางกะทิลงไปพร้อมปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล เกลือและน้ำมะขามเปียก เคี่ยวจนเดือดใส่ปูเค็มลงไปต้มพอสุกแล้วตักขึ้นใส่ถ้วย จากนั้นโรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้า ใบมะกรูดผักชีฉีกกินคู่กับผักสดตามใจชอบ ยิ่งถ้าได้ข้าวสวยร้อน ๆสักจาน รับรองคนที่ได้ชิมรสมือคุณจะติดใจ

ขนมจีนน้ำยาปู




ส่วนผสม (สำหรับ 5 ที่)

เนื้อปู 300 กรัม
ก้ามปู 5-6 ก้าม
หางกะทิ 4 ถ้วย
หัวกะทิ 2 ถ้วย
ปลาอินทรีย์เค็ม 1 ชิ้น
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดฉีก 7 ใบ
เส้นขนมจีน 1/2 กิโลกรัม
ผักสด เช่น กะหล่ำปลีหั่นฝอย ถั่วฝักยาว ถั่วงอก แตงกวา ใบแมงลัก ใบบัวบก ผักกาดดอง มะระลวก พริกแห้งทอด
ส่วนผสมพริกแกง

พริกแห้งเม็ดใหญ่หั่นท่อนแช่น้ำจนนิ่ม 10 เม็ด
หอมเล็ก 5-7 หัว
กระเทียม 1 หัว
กระชายซอยหยาบ 2/3 ถ้วย
ตะไคร้ซอย 5 ต้น

วิธีทำ
ย่างปลาอินทรีย์เค็มจนสุกหอมพักไว้
ต้มพริกแห้ง หอมเล็ก กระเทียม กระชาย และตะไคร้กับหางกะทิ 2 ถ้วยจนสุกนิ่ม ใส่เครื่องปั่นปั่นจนละเอียดนำขึ้นตั้งไฟใส่หางกะทิและหัวกะทิที่เหลือต้มจนเดือด
ยีปลาเค็มใส่ในน้ำแกง ใส่เนื้อปูและก้ามปู ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำปลา รอจนเดือดอีกครั้งใส่ใบมะกรูดยกลงจากเตา ตักราดบนเส้นขนมจีนกินกับผักสดตามชอบ

ก๋วยเตี๋ยวขาว




ส่วนผสม

ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 500 กรัม
หมูสับละเอียดหรือหมูบด 200 กรัม
เต้าเจี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำสะอาดหรือน้ำซุป 1-2 ถ้วย
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
หอมเล็กซอยทอดกรอบ 1/2 ถ้วย
ถั่วลิสงคั่วตำพอหยาบ 1/2 ถ้วย
ผักชี ต้นหอมซอย
ซีอิ๊วขาว
พริกป่น
น้ำมะนาว
ผักกาดหอม

วิธีทำ

ยีเส้นก๋วยเตี๋ยวให้แยกจากกัน เหยาะซีอิ๊วนิดหน่อยพอได้รสเค็ม ตั้งกระทะเจียวกระเทียมจนเหลือง แล้วใส่ก๋วยเตี๋ยวลงผัดจนหอม ตักขึ้นพักไว้
รวนหมูสับในกระทะจนหมูเกือบแห้ง แล้วใส่เต้าเจี้ยวลงผัดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมน้ำสต็อกและต้มให้เดือด
ตักก๋วยเตี๋ยวใส่สาน โรยหอมเจียว ถั่วลิสงคั่ว ผักชี ต้นหอมซอย ตักน้ำซุปราด ใส่พริกป่น มะนาว จะใส่ผักกาดหอมด้วยก็ได้

เพลงอย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง


อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง - endophine

สวรรค์เบี่ยง

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

taj Mahal

taj Mahal






ตำแหน่งที่ตั้ง
ฝั่งขวาแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
รายละเอียด
เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรัก สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1631 เสร็จ ค.ศ. 1648 รวมเวลาก่อสร้าง 17 ปี ใช้เวลาตกแต่ง 5 ปี รวมเวลาทั้งหมด 22 ปี ใช้งบประมาณก่อสร้าง 30 ล้านรูปี คนงานก่อสร้าง 20,000 คน ทัชมาฮาลสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ชาร์เจฮาน แห่งราชวงศ์โมกุล สร้างขึ้นเพื่อบรรจุศพของพระนางมุมทัส มาฮาล ซึ่งเป็นพระมเหสีสุดที่รักของพระองค์ โดยสร้างขึ้นบริเวณฝั่งขวาแม่น้ำยมนา ตอนโค้งที่สวยงามในเนื้อที่ 625 ไร่ ทัชมาฮาลทำด้วยหินอ่อนสีขาว ภายในสุสานใต้โดมใหญ่เป็นที่ประดิษฐานหีบศพของพระนางมุมทัส และกษัตริย์ชาร์เจฮาน

ด้วยความงามจากหินอ่อนและ สถาปัตยกรรมที่วิจิตร ตั้งบนฝั่งแม่น้ำยมนา ณ เมืองอัคราทางตอนเหนือ ของประเทศอินเดีย อันเกิดจากชายผู้ หนึ่งซึ่งเป็นถึงองค์จักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โมกุล พระนามว่า ชาร์ จาฮาล ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึง พระมเหสีองค์ที่ 2 ของพระองค์ พระนางมุมตัส มาฮาล อันมีกำเนิดเป็น หญิงสูงศักดิ์ชาวเปอร์ เซีย ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงภายหลังประสูติพระโอรส องค์ที่ 14 ในขณะที่ทรงร่วมกับพระสวามีต่อต้านข้าศึก ที่เข้ามารุกราน ณ เมือง เบอร์แฮนเพอร์ เล่ากันมา การสิ้นพระชนม์ของพระนาง ทำให้ชาร์ จาฮาล โศก เศร้าเสียใจเป็นอันมา จนทำให้พระเกศาของพระองค์ ขาวโพลนในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ความวิจิตรตระการตาของ ทัส มาฮาล ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 22 ปี แต่ผลสุดท้าย ชาร์ จาฮาล ก็ได้แต่เพียงยลโฉมความงามของทัส มาฮาล ผ่านช่องหน้าต่างในคุกเท่านั้น ณ ป้อมเมืองอัคราเท่านั้น
เมื่อครั้งแรกพบ พระนางมุมตัส มาฮาล หรือในพระนามเดิมว่า อาจูมานด์ บานู กำลังขายเครื่องประดับใน เทศกาลออกร้านครั้งหนึ่งอันถือเป็นขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่เปิดโอกาสให้หญิงสูงศักดิ์มาขายเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆแก่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วเพียงเพื่อให้ทั้งคู่ได้สานทอ สายใยแห่งรัก จนถึงขั้นหมั้นหมายและแต่งงานกันหลังจากการพบกันครั้งแรก จนก่อให้เกิดพระราชพิธีอภิเษกสมรสขึ้นใน วันที่ 30 เมษายน 1612 ชาว เมืองอัครเข้าร่วมเฉลิมฉลองในพิธีอย่าง โดยความปิติยินดีต่อองค์จักรพรรดิ เจ้าสาว พระชนมายุเพียง 19 ชันษา ได้รับพระราชทานพระนามใหม่เป็นพระนางมุมตัส มาฮาล อันเป็นชื่อวังแห่งหนึ่งขององค์จักรพรรดิ ขณะที่พระนางมุมตัส มาฮาลดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ได้เคยขอสัญญาจาก ชาร์ จาฮาล ไว้ 4 ข้อ หาก พระนางสิ้นพระชนม์ลง คือ 1.ต้องสร้างทัสมาฮาลเป็นสุสานของพระนาง 2.ให้องค์จักรพรรดิ์อภิเษก สมรสอีกครั้ง 3.องค์จักรพรรดิควรมีราชกรุณาต่อเด็กๆ 4.ต้องเสด็จราชดำเนินไปยังทัส มาฮาลอันเป็นที่ ฝั่งศพของพระนางทุกๆปี ภายหลังจากที่พระนางมุมตัสสิ้นพระชนม์ลง ชาร์ จาฮาล ทรงกระทบ กระเทือนพระทัยอย่างมาก ถึงกับงดการว่าราชการ ไม่ฉลองพระองค์ เยี่ยงกษัตริย์ เสวยอาหารพื้นๆและไม่ฟังดนตรี พระองค์ทรงเอาแต่กันแสง เส้นพระเกศาหงอกขาวอย่างรวดเร็ว ทรงเลิกเป็นผู้นำทัพไปปกป้องชาย แดน เอาแต่ประทับอยู่ในวัง มอบหมายให้ข้าราชบริพารไปทำกันหมด ความโศกเศร้าต่อการจากไปของนางอันเป็ที่รักกินเวลานานถึง 2 ปี
หลังจากนั้นพระองค์ทรงปฎิบัติตามสัญญาทรงก่อสร้าง ทัสมาฮาลในปี 1631 การก่อสร้างใช้เวลานานถึง 22 ปี ใช้คนงานและช่างฝีมือเกือบ 20,000 คน มีการขนหินอ่อนสีขาวจากเมืองโชตบุระ ที่ไกลประมาณ 100 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีอัญมณีมีค่าประดับประดาสุสาน ตั้งแต่หินลายสีฟ้าจาก ลังกา หินสีเขียวจากรัส เซีย หินโมราจากกรุงแบกแดดและพลอยจาก ทิเบต ยังต้องใช้ช้างนับพันตัวเพื่อขนย้ายวัสดุอุปกณ์เหล่านี้เข้ามา ทัสมาฮาลถือเป็นผลงานการออกแบบขั้นเอกอุจากสถาปนิกชาวอินหร่าน นามว่า อิทัส อูซา และ นอกจากความงามของสถาปัตยกรรมแล้ว สิ่งที่เสริมความงามของทัส มาฮาล นั้นก็คือ การเป็น "สัญญลักษณ์ของความรักชั่วนิรันดร์" ทัส มาฮาล และสิ่งก่อสร้างรายล้อมแล้วเสร็จในปี 1652 เมื่อผู้มาเยี่ยมชมเดินผ่านความมืดออกจาก ซุ้มประตูโค้ง ก็จะเห็นสถาปัตยกรรมหินอ่อนสีขาว ผุดผ่องเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้สัดส่วนกลมกลืนกันอย่าง เหมาะเจาะ สายตาจะถูกชี้นำด้วยทางน้ำที่เป็นเส้น ตรงเพื่อให้พื้นที่ในระดับสายตาซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่ง ก่อสร้าง อันมีฐานรองรับเป็นหินทรายและหินอ่อน เบื้องบนเป็นโดมกลมชูยอดแหลมเสียดฟ้า รายล้อม ด้วยหอคอยยอดกลมตั้งขนาบตรงมุมทั้ง 4 ทิศ
ความงดงามของหินอ่อนสีขาวยามสะท้องแสงแดด ทั้งในอรุณรุ่งและ สายัณห์จะค่อยๆเปลี่ยนสีผิวของสิ่ง ก่อสร้างนั้นเป็นสีม่วง สีแดงกุหลาบ และสีทอง ท่ามกลางละอองหมอกในตอนเช้า สิ่งก่อสร้างดูเหมือน วิมานในหมู่เมฆ ราวกับกลุ่มละอองหมอกก่อรูปขึ้นมาให้กลมกลืนประดุจ เป็นองค์ประกอบเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ความตระหง่านทะมึนใต้แสงจันทร์ เต็มดวงของทัชมาฮาลดูสง่า เมื่อแสงที่สะท้อนจากตัวโดม เปล่งรัศมีดุจ ไอน้ำอีกทั้งยังสะท้อนแสงกระเพื่อมของน้ำจากสระรูปวงรี ผู้มาเยือนเดินเลียบไปตามเส้นทางน้ำที่เรียงรายเป็นทิวแถวด้วยไม้สนไซเพร็ส ก็จะค่อยๆแลเห็นเนื้อผิว หินอ่อนที่ขาวผุดผ่องของตัวสุสานอันเป็นเจตนา ของผู้ก่อสร้าง มีลวดลายดอกจากงานฝีมือฝังมุก และลวดลายอาหรับผสม ผสานเข้ากับบทสวดจากคัมภีร์กุรอ่านจากรึกไว้เหนือประตูทางเข้าด้วยอักษรลายมือ เหนือขึ้นไปอีกเป็นโดมมหึมาสูงประมาณ 230 ฟุต เปล่งปลั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดด เหมือนดอกไม้ตูม ขนาดยักษ์ ถึงแม้ ชาร์ จาฮาล ปฎิบัติตามสัญญาได้ทั้ง 3 ข้อ แต่ในข้อสุดท้ายนั้น พระองค์ไม่อาจปฎิบัติได้ เพราะว่า ในปี 1658 พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระองค์ นามว่า ออรังเซบ ไม่อาจเห็นการใช้จ่ายเงินอย่าง ฟุ่มเฟือย อันก่อให้เกิดความเดือนร้อนต่ออาณาประชาราษฎร์ จึงทรงก่อการปฎิวัติแล้วจับองค์ ขาร์ จาฮาล คุมขังในป้อมเมืองอัครา ชาร์ จาฮาล จากที่เคยมีความสุขจากทรพัย์ศฤงคารมากเหลือคณานับ สุดท้าย บั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์ ต้องประทับในที่คุมขังเป็นเวลานานถึง 8 ปี และสิ้นพระชนม์ลงในปี 1666 พระองค์ทรงได้แต่เพียงเขย่งพระบาทเกาะช่องหน้าต่างลูกกรงเหล็ก ทอดพระเนตรไปยังฝั่งตรง ข้ามของแม่น้ำยมนา เฝ้ามองสุสานของพระนางอันเป็นที่รัก ในที่สุดเมื่อองค์ ชาร์ จาฮาล สิ้นพระชนม์ลง พระศพของพระองค์ได้ถูกนำไปฝังเคียงข้างพระนางมุมตัส ภายใต้โดมหินอ่อนอันเป็นอนุสรณ์แห่งความ รัก นามว่า "ทัส มาฮาล"





ขอต้อนรับสู่หัวข้อใหม่ของ web ความรัก คือ รักนี้มีตำนาน สำหรับบท ความแรกขอ เสนอเรื่องราวของ อนุสรณ์สถานอันเป็นสัญญลักษณ์ของ ความรัก นั้นคือ ทัสมาฮาล ด้วยความงามจากหินอ่อนและ สถาปัตยกรรมที่วิจิตร ตั้งบนฝั่งแม่น้ำยมนา ณ เมืองอัคราทางตอนเหนือ ของประเทศอินเดีย อันเกิดจากชายผู้ หนึ่งซึ่งเป็นถึงองค์จักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โมกุล พระนามว่า ชาร์ จาฮาล ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึง พระมเหสีองค์ที่ 2 ของพระองค์ พระนางมุมตัส มาฮาล อันมีกำเนิดเป็น หญิงสูงศักดิ์ชาวเปอร์ เซีย ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงภายหลังประสูติพระโอรส องค์ที่ 14 ในขณะที่ทรงร่วมกับพระสวามีต่อต้านข้าศึก ที่เข้ามารุกราน ณ เมือง เบอร์แฮนเพอร์ เล่ากันมา การสิ้นพระชนม์ของพระนาง ทำให้ชาร์ จาฮาล โศก เศร้าเสียใจเป็นอันมา จนทำให้พระเกศาของพระองค์ ขาวโพลนในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ความวิจิตรตระการตาของ ทัส มาฮาล ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 22 ปี แต่ผลสุดท้าย ชาร์ จาฮาล ก็ได้แต่เพียงยลโฉมความงามของทัส มาฮาล ผ่านช่องหน้าต่างในคุกเท่านั้น ณ ป้อมเมืองอัคราเท่านั้นเมื่อครั้งแรกพบ พระนางมุมตัส มาฮาล หรือในพระนามเดิมว่า อาจูมานด์ บานู กำลังขายเครื่องประดับใน เทศกาลออกร้านครั้งหนึ่งอันถือเป็นขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่เปิดโอกาสให้หญิงสูงศักดิ์มาขายเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆแก่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วเพียงเพื่อให้ทั้งคู่ได้สานทอ สายใยแห่งรัก จนถึงขั้นหมั้นหมายและแต่งงานกัน หลังจากการพบกันครั้งแรก จนก่อให้เกิดพระราชพิธีอภิเษกสมรสขึ้นใน วันที่ 30 เมษายน 1612 ชาว เมืองอัครเข้าร่วมเฉลิมฉลองในพิธีอย่าง โดยความปิติยินดีต่อองค์จักรพรรดิ เจ้าสาว พระชนมายุเพียง 19 ชันษา ได้รับพระราชทานพระนามใหม่เป็นพระนางมุมตัส มาฮาล อันเป็นชื่อวังแห่งหนึ่งขององค์จักรพรรดิขณะที่พระนางมุมตัส มาฮาลดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ได้เคยขอสัญญาจาก ชาร์ จาฮาล ไว้ 4 ข้อ หาก พระนางสิ้นพระชนม์ลง คือ 1.ต้องสร้างทัสมาฮาลเป็นสุสานของพระนาง 2.ให้องค์จักรพรรดิ์อภิเษก สมรสอีกครั้ง 3.องค์จักรพรรดิควรมีราชกรุณาต่อเด็กๆ 4.ต้องเสด็จราชดำเนินไปยังทัส มาฮาลอันเป็นที่ ฝั่งศพของพระนางทุกๆปี ภายหลังจากที่พระนางมุมตัสสิ้นพระชนม์ลง ชาร์ จาฮาล ทรงกระทบ กระเทือนพระทัยอย่างมาก ถึงกับงดการว่าราชการ ไม่ฉลองพระองค์ เยี่ยงกษัตริย์ เสวยอาหารพื้นๆและไม่ฟังดนตรี พระองค์ทรงเอาแต่กันแสง เส้นพระเกศาหงอกขาวอย่างรวดเร็ว ทรงเลิกเป็นผู้นำทัพไปปกป้องชาย แดน เอาแต่ประทับอยู่ในวัง มอบหมายให้ข้าราชบริพารไปทำกันหมด ความโศกเศร้าต่อการจากไปของนางอันเป็ที่รักกินเวลานานถึง 2 ปีหลังจากนั้นพระองค์ทรงปฎิบัติตามสัญญาทรงก่อสร้าง ทัสมาฮาลในปี 1631 การก่อสร้างใช้เวลานานถึง 22 ปี ใช้คนงานและช่างฝีมือเกือบ 20,000 คน มีการขนหินอ่อนสีขาวจากเมืองโชตบุระ ที่ไกลประมาณ 100 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีอัญมณีมีค่าประดับประดาสุสาน ตั้งแต่หินลายสีฟ้าจาก ลังกา หินสีเขียวจากรัส เซีย หินโมราจากกรุงแบกแดดและพลอยจาก ทิเบต ยังต้องใช้ช้างนับพันตัวเพื่อขนย้ายวัสดุอุปกณ์เหล่านี้เข้ามา ทัสมาฮาลถือเป็นผลงานการออกแบบขั้นเอกอุจากสถาปนิกชาวอินหร่าน นามว่า อิทัส อูซา และ นอกจากความงามของสถาปัตยกรรมแล้ว สิ่งที่เสริมความงามของทัส มาฮาล นั้นก็คือ การเป็น "สัญญลักษณ์ของความรักชั่วนิรันดร์" ทัส มาฮาล และสิ่งก่อสร้างรายล้อมแล้วเสร็จในปี 1652 เมื่อผู้มาเยี่ยมชมเดินผ่านความมืดออกจาก ซุ้มประตูโค้ง ก็จะเห็นสถาปัตยกรรมหินอ่อนสีขาว ผุดผ่องเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้สัดส่วนกลมกลืนกันอย่าง เหมาะเจาะ สายตาจะถูกชี้นำด้วยทางน้ำที่เป็นเส้น ตรงเพื่อให้พื้นที่ในระดับสายตาซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่ง ก่อสร้าง อันมีฐานรองรับเป็นหินทรายและหินอ่อน เบื้องบนเป็นโดมกลมชูยอดแหลมเสียดฟ้า รายล้อม ด้วยหอคอยยอดกลมตั้งขนาบตรงมุมทั้ง 4 ทิศ ความงดงามของหินอ่อนสีขาวยามสะท้องแสงแดด ทั้งในอรุณรุ่งและ สายัณห์จะค่อยๆเปลี่ยนสีผิวของสิ่ง ก่อสร้างนั้นเป็นสีม่วง สีแดงกุหลาบ และสีทอง ท่ามกลางละอองหมอกในตอนเช้า สิ่งก่อสร้างดูเหมือน วิมานในหมู่เมฆ ราวกับกลุ่มละอองหมอกก่อรูปขึ้นมาให้กลมกลืนประดุจ เป็นองค์ประกอบเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ความตระหง่านทะมึนใต้แสงจันทร์ เต็มดวงของทัชมาฮาลดูสง่า เมื่อแสงที่สะท้อนจากตัวโดม เปล่งรัศมีดุจ ไอน้ำอีกทั้งยังสะท้อนแสงกระเพื่อมของน้ำจากสระรูปวงรีผู้มาเยือนเดินเลียบไปตามเส้นทางน้ำที่เรียงรายเป็นทิวแถวด้วยไม้สนไซเพร็ส ก็จะค่อยๆแลเห็นเนื้อผิว หินอ่อนที่ขาวผุดผ่องของตัวสุสานอันเป็นเจตนา ของผู้ก่อสร้าง มีลวดลายดอกจากงานฝีมือฝังมุก และลวดลายอาหรับผสม ผสานเข้ากับบทสวดจากคัมภีร์กุรอ่านจากรึกไว้เหนือประตูทางเข้าด้วยอักษรลายมือ เหนือขึ้นไปอีกเป็นโดมมหึมาสูงประมาณ 230 ฟุต เปล่งปลั่งอยู่ท่ามกลางแสงแดด เหมือนดอกไม้ตูม ขนาดยักษ์ ถึงแม้ ชาร์ จาฮาล ปฎิบัติตามสัญญาได้ทั้ง 3 ข้อ แต่ในข้อสุดท้ายนั้น พระองค์ไม่อาจปฎิบัติได้ เพราะว่า ในปี 1658 พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระองค์ นามว่า ออรังเซบ ไม่อาจเห็นการใช้จ่ายเงินอย่าง ฟุ่มเฟือย อันก่อให้เกิดความเดือนร้อนต่ออาณาประชาราษฎร์ จึงทรงก่อการปฎิวัติแล้วจับองค์ ขาร์ จาฮาล คุมขังในป้อมเมืองอัครา ชาร์ จาฮาล จากที่เคยมีความสุขจากทรพัย์ศฤงคารมากเหลือคณานับ สุดท้าย บั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์ ต้องประทับในที่คุมขังเป็นเวลานานถึง 8 ปี และสิ้นพระชนม์ลงในปี 1666 พระองค์ทรงได้แต่เพียงเขย่งพระบาทเกาะช่องหน้าต่างลูกกรงเหล็ก ทอดพระเนตรไปยังฝั่งตรง ข้ามของแม่น้ำยมนา เฝ้ามองสุสานของพระนางอันเป็นที่รัก ในที่สุดเมื่อองค์ ชาร์ จาฮาล สิ้นพระชนม์ลง พระศพของพระองค์ได้ถูกนำไปฝังเคียงข้างพระนางมุมตัส ภายใต้โดมหินอ่อนอันเป็นอนุสรณ์แห่งความ รัก นามว่า "ทัส มาฮาล"







ทัชมาฮาล

ทัชมาฮาล เป็นอนุเสาวรีย์สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1631 เสร็จ ค.ศ.1648 รวมก่อสร้าง 17ปี ใช้เวลาตกแต่ง 5ปีรวมเวลาทั้งหมด 22 ปี ใช้งบประมาณ 30 ล้านรูปี คนงานก่อสร้าง20,000 คน สร้างขึ้นเพื่อบรรจุศพของพระนางมุมทัส มาฮาล ซึ่งเป็นพระมเหสีสุดที่รักของกษัตริย์ ซาร์เจฮาน แห่งราชวงศ์ดมกุล ทัชมาฮาล ทำด้วยหินอ่อนสีขาวภายในสุสานใต้โดมใหญ่เป็นที่ประดิษฐ์หีบศพของพระนางมุมทัสและกษัตริย์ซาร์ เจฮาน ไว้คู่กันโดยรอบมีเสาไฟทั้ง 4 ทิศ สุสานทัชมาฮาล สร้างติดกับฝั่งแม่น้ำยมนา ในเนื้อที่ 625 ไร่ อยู่ที่แคว้นอัคระ ประเทศอินเดีย