การไม่มีโรค เป็น ลาภอันประเสริฐ’ ดูจะเป็นคำกล่าวที่ตอกย้ำให้หันมาใส่ใจสุขภาพตนเอง ยิ่งได้ทำตาม ‘โภชนบัญญัติ 9 ข้อ’ ดูแลอาหารการกินที่เป็นเรื่องใกล้ตัว รับรองคุณจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรง ส่งผลให้สุขภาพจิตสดใส และดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข
เริ่มกันที่กินอาหารครบ 5 หมู่ – หลากหลาย – ควบคุมน้ำหนัก หลายคนรู้ แต่อาจจะลืมเลือน อาหารทั้ง 5 หมู่มีเนื้อ นม ไข่ เป็นโปรตีนให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมการสึกหรอ ข้าว แป้ง น้ำตาล ให้คาร์โบไฮเดรต เติมพลังงานแก่ร่างกาย พืชผัก เพิ่มวิตามิน เกลือแร่ ให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ ต้านทานโรค กากใยจากพืช ช่วยในการขับถ่าย ผลไม้ จะให้วิตามินและเกลือแร่ เช่นเดียวกับพืชผัก และไขมัน น้ำมัน ทั้งจากพืช และสัตว์ ให้พลังงานที่จะสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยสร้างความอบอุ่น
นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ก็ยังต้องหลากหลายไม่จำเจ ในปริมาณที่เหมาะสม หมั่นชั่งน้ำหนักอย่าให้อ้วนหรือผอมจนเกินไป
ตามด้วยเรื่องของอาหารหลักคนไทย ยังไงก็ต้อง ‘ข้าว’ เพราะ ข้าว อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ หากรับประทานมากเกินไป คาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมัน เกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ ‘อ้วน’
ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ มีฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ไนอาซิน วิตามินบี 1 และใยอาหารสูงกว่าข้าวขาวถึง 3 เท่า ดังนั้น จะทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ส่วน รำข้าว เป็นธัญพืชที่มีใยอาหาร ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ แต่ควรเลือกรำข้าวแบบสำเร็จรูป เพราะปริมาณเส้นใยจะเหมาะสมกับการบริโภค
อย่าละเลยผัก ผลไม้ เพราะผลไม้ส่วนใหญ่ให้น้ำตาลน้อยกว่าอาหารจำพวกแป้ง ให้พลังงานต่ำ ไม่ทำให้อ้วน ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย ช่วยในการขับถ่าย เพราะมีใยอาหาร นำคอเลสเตอรอล สารพิษที่ก่อมะเร็งออกจากร่างกาย ควรเลี่ยง ผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ละมุด เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง
ส่วนผัก มักจะประกอบด้วยสารแคโรทีนอยด์ และยังมีสารชนิดอื่นๆ ที่ต่างกันไปตามสีของผัก ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และต้อกระจก ใน 1 วัน ควรรับประทานผักให้ได้ 4-5 ทัพพี แบบดิบจะดีกว่าสุก
เน้นปลา อย่าลืมไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง งดเนื้อสัตว์ติดมัน ปลา เป็นเนื้อที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม(มีมากในปลาตัวเล็ก) และไอโอดีน ปลาบางชนิดยังมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ เช่น โอเมกา-3 โอเมกา-6 การรับประทานปลา ดีต่อกระดูก ฟัน และความจำ
ไข่ นอกจากให้โปรตีน ยังมีวิตามัน บี 12 สำหรับเด็กควรรับประทานวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงรับประทานได้ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ใหญ่ที่ต้องควบคุมคอเลสเตอรอล ไม่ควรรับประทานเกิน 1-2 ฟองต่อสัปดาห์
ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว นมถั่วเหลือง มีสารอาหารเช่นเดียวกับเนื้อสัตว์
ทุกเพศทุกวัยต้องดื่มนมให้เหมาะ นม อุดมไปด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน น้ำตาลแล็กโทส วิตามิน บี1 บี2 บี6 บี12 และสังกะสี ทำให้ฟันและกระดูกแข็งแรง ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี เนื้อเยื่อทำงานเป็นปกติ
ในแต่ละวันทุกคนควรดื่มนม 1-2 แก้ว พร้อมกับการออกกำลังกาย ผู้ใหญ่ควรดื่ม 600 มล. (3 แก้ว) แม่ที่ให้นมลูก ต้องการมากถึง 1,200 มล. (1 ลิตร) และเด็กวัยรุ่นให้ดื่ม 600-1,200 มล. (3 แก้ว-1 ลิตร)
นมเปรี้ยว ควรเลือกที่เนื้อนมสูง เพราะให้สารอาหารพอๆ กับนมสด สำหรับโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก เมื่อรับประทานโยเกิร์ตเข้าไป จะช่วยเพิ่มแบคทีเรียที่ช่วยในการขับถ่าย ไม่ทำให้ท้องผูก และป้องกันมะเร็ง
เลือกไขมันที่ให้ประโยชน์ เพราะให้พลังงาน ให้ความอบอุ่น ช่วยให้ร่างกายดูดซับวิตามิน ไขมันนั้นมี 2 แบบ คือ กรดไขมันอิ่มตัว ที่มีในเนย น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ซึ่งมีคอเลสเตอรอลสูง เป็นอันตรายต่อรายกาย ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด และอีกแบบคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไขมันจากปลา น้ำมันพืชบางชนิด กรดไขมันบางชนิดช่วยยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ เช่น โอเมกา-3 ที่มีในปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน
พยายามเลี่ยงอาหารรสชาติเค็ม หวานแบบจัดจ้าน ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกิน 4 ช้อนโต๊ะ และเกลือเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิต หัวใจ ไต ยังมีผลทางการแพทย์ ยืนยันว่า การรับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้เด็กสมาธิสั้น และมีพฤติกรรมก้าวร้าว
เลือกรับประทานของสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน เบื้องต้นอาจดูได้จากสุขลักษณะของร้านค้า เพราะความไม่สะอาดและการปนเปื้อน ไม่ใช่แค่เพียงเชื้อโรค แต่ยังมี พยาธิ สารพิษ จึงควรยึดหลัก สด สะอาด มีประโยชน์ ปลอดภัย ราคาไม่แพง
และสุดท้าย งด หรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่จะเข้ามาคุกคามสุขภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ตับแข็ง มะเร็งปาก หลอดอาหาร ลำไส้ เต้านม อีกทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดสติ ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ตัวอย่างรายการอาหารเพื่อสุขภาพ มีดังนี้...
วันจันทร์ ข้าวสวยกล้อง, ยำปลาทู, จับฉ่ายผักโสภณ, ผัดผักตำลึงไฟแดง, ผลไม้
วันอังคาร ข้าวสวยกล้อง, ปลานึ่งตะไคร้, น้ำพริกมะเขือส้ม, แกงจืด, วุ้นเส้นทรงเครื่อง, ผลไม้
วันพุธ ข้าวสวยกล้อง, สตู, ผัดพริกถั่วฝักยาว, ยำ 3 กรอบ, ผลไม้
วันพฤหัสบดี ข้าวสวยกล้อง, เต้าหู้ผัดผงกะหรี่, โป๊ะแตกเห็ดรวม, ไข่เจียวถั่วรวมมิตร, ผลไม้
วันศุกร์ ก๋วยเตี๋ยวกล้อง, ปลาตุ๋น, ปอเปี๊ยผักสด
หากปฏิบัติตามโภชบัญญัติ 9 ข้อ มีวินัยในการรับประทานอาหาร สุขภาพของคุณก็จะแข็งแรง ทนทานต่อสภาวะที่เต็มไปด้วยมลพิษจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552
ไม่อยากเป็นผู้หญิงกลิ่นตัวแรง
ไม่ว่าใครก็ชอบกลิ่นหอมชื่นใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าเมื่อไรต้องเผชิญกับปัญหากลิ่นกายฉุนกึก สาวๆ จงอย่ารอช้า ขอให้รีบหาทางแก้ไขโดยด่วน
กลิ่นตัวเกิดจากต่อมเหงื่อที่ผลิตสารสีขาวขุ่นออกมา แล้วถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง จึงทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ โดยมักจะเกิดที่บริเวณใต้วงแขนมากกว่าส่วนอื่น ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของกลิ่น
ฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมาก ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นกัน
สภาพอากาศ ในสภาพอากาศร้อนหรือร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนมากเป็นพิเศษ และเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
เสื้อผ้า เสื้อผ้าเนื้อหนาหรือผ้าใยสังเคราะห์จะระบายเหงื่อได้ช้าและเกิดความอับชื้นได้ง่าย
อารมณ์ ความเครียด โกรธ หรือตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ
อาหาร ที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ พืชประเภทฝักถั่ว หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศ รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมามากขึ้นทั้งสิ้น
ภาวะผิดปกติทางร่างกาย เช่น การทำงานที่บกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารบางระบบ หรือระบบการย่อยของเอนไซม์ ทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นแล้วขับออกมาทางเหงื่อ
ยา เช่น ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide มีผลข้างเคียงทำให้เกิดกลิ่นตัว
สารพัดวิธีกำจัดกลิ่น
1. อาบน้ำให้สะอาด โดยอาจเลือกสบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายควบคู่กัน
2. ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรืออาจฉีดโบท็อกซ์ที่ใต้วงแขน เพื่อลดปริมาณเหงื่อให้น้อยลงหรือแห้งสนิท ซึ่งตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน
3. โอ-เลเซอร์ (O-laser) เพื่อทำลายต่อมเหงื่อใต้วงแขน โดยไม่ทำลายเส้นเลือดหรือผิวหนังแต่อย่างใด (Siam Swan Cosmetic Clinic โทร. 0-2260-2561 - 3 ราคา 30,000 บาท)
4. ใช้คลื่น RF ส่งผ่านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก โดยสอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้วงแขนเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ (Meko Beauty โทร. 0-2272-2121 ราคา 30,000 บาทต่อ 6 ครั้ง)
5. ถ้ามีปัญหากลิ่นตัวมากจนเกินเยียวยา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อตัดต่อมไขมันใต้ผิวหนังออก หรือดูดไขมันบริเวณรักแร้ออก (ราคาประมาณ 15,000 บาท)
กลิ่นตัวเกิดจากต่อมเหงื่อที่ผลิตสารสีขาวขุ่นออกมา แล้วถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง จึงทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ โดยมักจะเกิดที่บริเวณใต้วงแขนมากกว่าส่วนอื่น ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของกลิ่น
ฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมาก ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นกัน
สภาพอากาศ ในสภาพอากาศร้อนหรือร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนมากเป็นพิเศษ และเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
เสื้อผ้า เสื้อผ้าเนื้อหนาหรือผ้าใยสังเคราะห์จะระบายเหงื่อได้ช้าและเกิดความอับชื้นได้ง่าย
อารมณ์ ความเครียด โกรธ หรือตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ
อาหาร ที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ พืชประเภทฝักถั่ว หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศ รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมามากขึ้นทั้งสิ้น
ภาวะผิดปกติทางร่างกาย เช่น การทำงานที่บกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารบางระบบ หรือระบบการย่อยของเอนไซม์ ทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นแล้วขับออกมาทางเหงื่อ
ยา เช่น ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide มีผลข้างเคียงทำให้เกิดกลิ่นตัว
สารพัดวิธีกำจัดกลิ่น
1. อาบน้ำให้สะอาด โดยอาจเลือกสบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายควบคู่กัน
2. ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรืออาจฉีดโบท็อกซ์ที่ใต้วงแขน เพื่อลดปริมาณเหงื่อให้น้อยลงหรือแห้งสนิท ซึ่งตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน
3. โอ-เลเซอร์ (O-laser) เพื่อทำลายต่อมเหงื่อใต้วงแขน โดยไม่ทำลายเส้นเลือดหรือผิวหนังแต่อย่างใด (Siam Swan Cosmetic Clinic โทร. 0-2260-2561 - 3 ราคา 30,000 บาท)
4. ใช้คลื่น RF ส่งผ่านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก โดยสอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้วงแขนเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ (Meko Beauty โทร. 0-2272-2121 ราคา 30,000 บาทต่อ 6 ครั้ง)
5. ถ้ามีปัญหากลิ่นตัวมากจนเกินเยียวยา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อตัดต่อมไขมันใต้ผิวหนังออก หรือดูดไขมันบริเวณรักแร้ออก (ราคาประมาณ 15,000 บาท)
ดูแลอย่างไรให้ไกลจาก...มะเร็งเต้านม
ง่าย ๆ ด้วย...การหมั่นตรวจเต้านม โดยวิธีดังต่อไปนี้ • ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป • ตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไปหลังอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1 ปี • ควรทำแมมโมแกรมและ/หรือ อัลตร้าซาวน์ ในช่วงอายุ 35-40 ปี 1 ครั้ง หลังอายุ 40 ปีเป็นต้นไป ควรทำทุก 1-2 ปี •ในผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ควรเริ่มทำการตรวจตั้งแต่อายุที่ญาติเป็น ลบออก 5 ปี ในรายที่มีความเสี่ยงสูง หรือเต้านมมีความหนาแน่นมาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้มีการค้นพบมะเร็งได้มากขึ้นกว่าการทำแมมโมแกรม การตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ควรปรึกษา แพทย์เฉพาะทาง
ง่ายๆ ด้วย...การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่ สุด โดย • ตรวจเป็นประจำทุกเดือน • ตรวจหลังประจำเดือนมา 7 – 10 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน • ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว
วิธีการตรวจ
1. ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านม หัวนม เป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
2. หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้างแล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆ หมุนตัวช้า ๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม
5. เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ทั้ง 3 นิ้วค่อยๆ กดลงบนผิวหนังเบา ๆ และกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง การคลำทำได้หลายแบบ สิ่งที่ สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรัก แร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำ อีกข้างแบบเดียวกัน
6. เมื่อเสร็จการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน
ง่ายๆ ด้วย...การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่ สุด โดย • ตรวจเป็นประจำทุกเดือน • ตรวจหลังประจำเดือนมา 7 – 10 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน • ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว
วิธีการตรวจ
1. ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง แล้วสังเกตว่า ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านม หัวนม เป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน
2. หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้างแล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆ หมุนตัวช้า ๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม
5. เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ทั้ง 3 นิ้วค่อยๆ กดลงบนผิวหนังเบา ๆ และกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง การคลำทำได้หลายแบบ สิ่งที่ สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรัก แร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำ อีกข้างแบบเดียวกัน
6. เมื่อเสร็จการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืนสิ่งตรวจพบที่ต้องระวังและควรมาพบแพทย์ ได้แก่
• ก้อนหรือเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ
• ผิวหนังแดง หรือร้อน
• รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้งมีการนูนของผิว
• ปวดกว่าปกติที่เคย
• คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม หัวนมบุ๋ม การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง
• เลือดไหลออกจากหัวนม หรือมีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม
วิธีการดูแลสุขภาพหน้าร้อน

เริ่มเข้าสู่หน้าร้อนหลายคนมักมีอาการไม่สบายบ่อย เพื่อไม่ให้หน้าร้อนมาบั่นทอนสุขภาพกาย และลามไปสู่สภาพจิตใจ ‘เกร็ดน่ารู้’ สัปดาห์นี้ มีวิธีดูแลสุขภาพรับมือหน้าร้อนมาฝาก เพื่อความปลอดภัยห่างไกลการเจ็บป่วย
ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น อาจดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรที่มีรสไม่หวานจัดแทน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดการขาดน้ำ นอกจากนี้ ในหน้าร้อนแอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็ว ทำให้เมาง่าย และอาจช็อกหมดสติได้
อาหารที่เหมาะสำหรับหน้าร้อน คือ อาหารรสขมเย็น เช่น แฟง มะระ สะเดา ช่วยลดความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ ควรเลือกทานอาหารที่สะอาด สด ใหม่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหารในหน้าร้อน
อย่าออกกำลังกายหักโหม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือแดดเปรี้ยง จะทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 วัน ประมาณครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค
สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ง่าย และดูแลความสะอาดของร่างกายไม่ให้เกิดการอับชื้น หากเกิดผดผื่นคันควรปรึกษาแพทย์
ใช้ครีมกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง หรือในที่แดดแรง ๆ เพื่อป้องกันการเกิดผิวไหม้จากการได้รับแสงแดดมากเกินไป และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องสายตาดูแลสุขภาพกายกันแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพใจกันด้วย ไม่หงุดหงิดไปกับสภาพอากาศ และอย่ายอมให้ความร้อนมาบั่นทอนสุขภาพนะคะ.
สุขภาพ
กระเพาะปัสสาวะอักเบเป็นอย่างไร
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-50 ปี ทั้งนี้เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายและ อยู่ใกล้กับทวารหนัก เชื้อแบคทีเรียบริเวณทวารหนัก (ซึ่งปกติ มีอยู่เป็นจำนวนมาก) จึงมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการฟักตัวและเกิดการอักเสบได้ ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ การมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะ ในระยะการแต่งงานใหม่ๆ ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่เรียกว่าเป็น HONEYMOON CYSTITIS อาการ - การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการ - ปัสสาวะบ่อย แต่ละครั้งมีจำนวนน้อย และกลั้นไม่ได้ ต้องรีบเข้าห้องน้ำ - แสบในท่อปัสสาวะ ปวดเสียวตอนถ่ายสุด - ตึง ปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย - ปัสสาวะมีเลือดปน - ปัสสาวะมีกลิ่นผิดปกติ การวินิจฉัย วินิจฉัยได้ง่าย โดยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อน แล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงถัดมา เพื่อทำการตรวจจะพบว่า มีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ในบางราย ที่เป็นเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะไปเพาะเชื้อ เพื่อให้ทราบ ชนิดของแบคทีเรียนั้นด้วย การรักษา รับประทานยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้ามีอาการมากต้องรับประทานยาเป็นเวลานานขึ้น คือ ประมาณ 7-10 วัน ในรายที่มีอาการอักเสบบ่อย ๆ (ประมาณ 2 ครั้ง ใน 6 เดือน) อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะวันละครั้ง เพื่อเป็นการป้องกัน ผู้ที่มีการอักเสบได้ง่าย หลังการมีเพศสัมพันธ์ อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะหลังร่วมเพศเพื่อป้องกันการอักเสบมีผลร้ายแรงหรือไม่ ?
ถ้ารักษาให้หายขาดจะไม่มีผลร้ายแรง ส่วนรายที่ไม่หายขาด เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีผลทำให้การอักเสบนั้นลุกลามไปถึงที่ไต ทำให้ไตเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาครบแล้ว จึงควรตรวจปัสสาวะอีกครั้งการป้องกัน - หมั่นรักษาทำความสะอาดบริเวณช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และทวารหนัก - บางครั้งเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของเชื้อ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้มีน้ำปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยขับแบคทีเรียออกมาได้ - ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะไว้นาน จะเป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้เชื้อแบคทีเรียมีเวลาฟักตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ นานขึ้น ยังทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย - ผู้ที่มีการอักเสบบ่อย ๆ เรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อให้ตรวจหา สาเหตุแอบแฝงอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย เช่น นิ่ว กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ จากระบบประสาทควบคุม หรือมีการอุดตันในระบบปัสสาวะ เป็นต้น
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-50 ปี ทั้งนี้เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายและ อยู่ใกล้กับทวารหนัก เชื้อแบคทีเรียบริเวณทวารหนัก (ซึ่งปกติ มีอยู่เป็นจำนวนมาก) จึงมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการฟักตัวและเกิดการอักเสบได้ ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ การมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะ ในระยะการแต่งงานใหม่ๆ ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่เรียกว่าเป็น HONEYMOON CYSTITIS อาการ - การอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการ - ปัสสาวะบ่อย แต่ละครั้งมีจำนวนน้อย และกลั้นไม่ได้ ต้องรีบเข้าห้องน้ำ - แสบในท่อปัสสาวะ ปวดเสียวตอนถ่ายสุด - ตึง ปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย - ปัสสาวะมีเลือดปน - ปัสสาวะมีกลิ่นผิดปกติ การวินิจฉัย วินิจฉัยได้ง่าย โดยมีอาการดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ ให้ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อน แล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงถัดมา เพื่อทำการตรวจจะพบว่า มีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ในบางราย ที่เป็นเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะไปเพาะเชื้อ เพื่อให้ทราบ ชนิดของแบคทีเรียนั้นด้วย การรักษา รับประทานยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้ามีอาการมากต้องรับประทานยาเป็นเวลานานขึ้น คือ ประมาณ 7-10 วัน ในรายที่มีอาการอักเสบบ่อย ๆ (ประมาณ 2 ครั้ง ใน 6 เดือน) อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะวันละครั้ง เพื่อเป็นการป้องกัน ผู้ที่มีการอักเสบได้ง่าย หลังการมีเพศสัมพันธ์ อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะหลังร่วมเพศเพื่อป้องกันการอักเสบมีผลร้ายแรงหรือไม่ ?
ถ้ารักษาให้หายขาดจะไม่มีผลร้ายแรง ส่วนรายที่ไม่หายขาด เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีผลทำให้การอักเสบนั้นลุกลามไปถึงที่ไต ทำให้ไตเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาครบแล้ว จึงควรตรวจปัสสาวะอีกครั้งการป้องกัน - หมั่นรักษาทำความสะอาดบริเวณช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และทวารหนัก - บางครั้งเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของเชื้อ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้มีน้ำปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยขับแบคทีเรียออกมาได้ - ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะไว้นาน จะเป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้เชื้อแบคทีเรียมีเวลาฟักตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ นานขึ้น ยังทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย - ผู้ที่มีการอักเสบบ่อย ๆ เรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อให้ตรวจหา สาเหตุแอบแฝงอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย เช่น นิ่ว กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ จากระบบประสาทควบคุม หรือมีการอุดตันในระบบปัสสาวะ เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

